Thursday, February 3, 2011

รายงานตัวเข้าเรียน

วันที่ 31 เป็นวันที่เค้านัดมารายงานตัว ที่ม. ปักกิ่ง เค้าให้นักศึกษาต่างชาติมารายงานตัวที่ตึก 勺园 เค้าปิดร้านอาหารร้านหนึ่งที่อยู่ในตึก เคลียร์พื้นที่ให้ว่าง แล้วเอาโต๊ะมาเรียงกันเป็นแถว เค้าจัดระบบค่อนข้างดี แบ่งนักเรียนที่เรียนระยะสั้น กับระยะยาวแยกจากกัน แยกนักเรียนที่เป็นนักเรียนทุน กับนักเรียนที่มาโดยกำลังทรัพย์ตัวเองแยกอีกแถว เพื่อความสะดวก

แถวแรกที่ผู้เขียนต้องเข้าไปต่อคิวก็คือแถวนักศึกษาทุนเพื่อไปรายงานตัวว่าเรามาแล้ว จากนั้นเค้าก็จะไล่เราไปแถวตรวจรายงานสุขภาพ (อันนี้ต้องเตือนให้คนที่จะมาเรียนต่อที่จีนทราบ คือรายงานตรวจสุขภาพของเรามีอายุเพียงหกเดือน ดังนั้น ก่อนจะออกนอกประเทศไทย แนะนำว่าให้ไปตรวจสุขภาพไว้ก่อน ตรวจสอบว่ารายงานตรวจสุขภาพไม่หมดอายุ) ของผู้เรียนรายงานตรวจสุขภาพบูด (หมดอายุแล้ว) ไปสองสามวัน ผู้เขียนเลยต้องถูกไล่ไปตรวจสุขภาพใหม่ ซึ่งต้องจ่ายค่าตรวจเอง ประมาณสี่ร้อยหยวน แต่ก็สะดวกดี เพราะทางม. เค้านัดคนที่จะตรวจสุขภาพให้ไปตรวจพร้อมกันที่ศูนย์ตรวจสุขภาพสำหรับนักเดินทางชาวต่างชาติ มีรถไปรับไปส่งอย่างดี

หากรายงานตรวจสุขภาพของใครผ่าน คือไม่หมดอายุ และมีตราประทับโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานถูกต้อง เค้าก็จะจัดการทำวีซ่า เพื่อให้เราอยู่ต่อได้อีกหนึ่งปีที่จีน อันนี้ต้องเสียค่านายหน้าหกสิบหยวน แล้วก็ค่าวีซ่าแยกอีกที เรื่องวีซ่าไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะม. เค้าจะแจ้งเราเกี่ยวกับรายละเอียด แจกเอกาสารที่ให้ข้อมูลเรา เราก็แค่ทำตามที่เค้าบอกก็พอ

หลังจากนั้นก็ต้องไปทำประกัน เป็นกฎบังคับว่านักศึกษาต่างชาติต้องซื้อประกัน แต่เผอิญว่าผู้เขียนเป็นนักเรียนทุนที่รวมค่าประกัน ผู้เขียนเลยไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าคุณไม่ใช่ ต้องซื้อประกัน ก็ไม่ใช้ปัญหา เพราะในวันรายงานตัว จะมีตัวแทนขายประกัน มาขายประกันให้เราอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ในวันรายงานตัวก็จะเป็นวันที่เราสามารถเข้าพักหอพักนักศึกษาได้ ก็คือไปรายงานตัวกับส่วนนั้น เขาก็จะจัดห้องพักให้ หรือถ้าไม่อยากพักที่พักในม. จะไปหาที่พักข้างนอกเองก็ได้ แต่ต้องไปลงทะเบียนอย่างเป็นทางการอะไรให้เรียบร้อย เพราะต้องใช้เอกสารประกอบที่พำนักตอนที่จะทำวีซ่าอยู่ต่อด้วย

จุดๆ หนึ่งที่สำคัญก็คือจุดชำระค่าเรียน ใครใช้ทุน พก. ก็ต้องชำระเงินในวันนี้ให้เรียบร้อย ใครที่เป็นนักเรียนทุน ก็จะได้รับเงินในวันนี้ สำหรับม. ปักกิ่ง เดือนแรกเค้าให้เงินกินเรามาเป็นก้อนก่อน แล้วเค้าก็จัดการเปิดบัญชีธนาคารให้เรา ดังนั้นเราต้องเตรียมสำเนาพาสปอร์ตไว้ให้เรียบร้อย แต่จริงๆ แล้วจะให้ดีเอกสารอะไรที่สำคัญๆ ก็ควรจะถ่ายสำเนาเก็บเผื่อไว้ก่อน เพราะเราไม่รู้ว่า ม. แต่ละม. เค้าต้องการอะไรแบบไหนบ้าง ส่วนของเพื่อนผู้เขียนที่จะเรียนต่อที่ 人大 จะต้องเปิดบัญชีธนาคาร ม. ไม่มีบริการเปิดบัญชีให้

--สรุป จริงๆ แล้วในวันรายงานตัว หรือช่วยแรกๆ ของการมา เราจะรู้สึกงง วุ่นๆ แต่เราก็ทำตามขั้นตอนที่เค้าบอกเรามา ไม่รู้ ไม่เข้าใจก็ถามลูกเดียว พวกคนจีนถึงแม้เค้าจะรำคาญเวลาเราถาม แต่ยังไง เค้าก็ไม่ใจร้ายถึงกับไม่ช่วยเราเลยหรอก

การมาถึงประเทศจีน

เป็นความผิดพลาดอย่างยิ่งที่ไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนว่าจะพักที่ไหนเมื่อมาถึงจีนแล้ว

ผู้เขียนถึงจีนในวันที่ 29 แต่จะต้องมารายงานตัวกับ ม. ในวันที่ 31 ดังนั้นช่วงเวลาก่อนหน้านี้ก็จะต้องจัดการตัวเอง เนื่องจากครั้งก่อนที่ผู้เขียนมาจีน ผู้เขียนได้วางแผนมาเป็นอย่างดีว่าจะไปที่ไหน พักที่ไหน กินอะไร แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่สามารถดำเนินการตามแผนด้วยเหตุผลและปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ดังนั้นในการมาครั้งนี้ผู้เขียนกับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่มาด้วยกัน (เพื่อนคนนี้จะไปเรียนที่ 人大) จึงวางแผนกันว่าจะไม่วางแผนอะไรล่วงหน้า

เรานั่ง air china ออกจากไทยมาเวลาประมาณตีหนึ่ง และมาถึงจีนประมาณหกโมง (เวลาไทย) สรุปเรานั่งกันประมาณห้าชั่วโมง พอมาถึงสนามบิน เราก็ต้องมานั่งปรับนาฬิกาให้เร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง เนื่องจากจีนเวลาเร็วกว่าไทยไปหนึ่งชั่วโมง

นั่งรอรับกระเป๋าที่มาตามสายพาน ก็กินเวลาไปแล้วอีกหนึ่งชั่วโมง

หลังจากนั้นก็นั่งพักเหนื่อย นั่งคิดว่าจะทำอะไรกันต่ออีก เวลาก็หายไปอีก

หลังจากนั้นก็ออกไปหาใช้เน็ตฟรีในสนามบิน เพราะว่าต้องหาข้อมูลที่พัก โรงแรมที่ใกล้ๆ กับเขต ม. เรา

หลังจากนั้นก็กินข้าวในสนาบินกินอีก

หลังจากนั้นก็ซื้อซิมมือถือจีนในสนามบินอีก

หลังจากนั้นก็โทรถามที่พักตามเบอร์ที่ขึ้นในเว็บว่ามีที่พักราคาถูก ที่คนต่างชาติสามารถอยู่ได้ไหม

แล้วสุดท้ายก็มีที่ที่หนึ่งที่เราตกลงจะเอากัน และเราก็ได้เวลาออกจากสนามบิน ซึ่งนั้นก็เป็นเวลาประมาณบ่ายโมง (เวลาไทย ก็นับดูแล้วกันว่าเราอยู่กันในสนามบินนานแค่ไหน นานจนเจ้าหน้าที่เขาทักอ่ะ กลัวว่าเราจะมาก่อการร้ายกันมั่ง)

จากสนามบิน เรานั่งรถบัสไปลงสถานี 中关村 รถบัสจากสนามบินประเภทนี้ มีทั้งที่ไปต่างจังหวัด และที่ไปในเมือง ถ้าเป็นรถบัสที่วิ่งในเมือง中关村ก็คือสถานีปลายทางของรถบัสมัน ซื้อตั๋วก่อนขึ้นรถได้จากทางออก สนามบิน ราคาตั๋วสิบหกหยวนสำหรับรถที่วิ่งในเมือง ก็ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับการนั่งแท็กซี่ ซึ่งแพงมาก เพราะว่าระยะทางจากสนามบินไปในเมืองไกลมาก การนั่งรถบัสประเภทนี้ ใต้ท้องรถมีที่เก็บกระเป๋าสัมภาระ แต่ว่าท้องรถจะไม่เปิดให้สถานีที่เป็นทางผ่าน คือรถจะจอดอยู่ห้าหกสถานีก่อนจะไปจอดสนิทที่สถานี 中关村 ถ้าคุณเห็นว่าสถานีอื่นใกล้กับปลายทางคุณก็ลงสถานีนั้นได้ แต่ว่าท้องรถจะไม่เปิดให้คุณเอากระเป๋า ดังนั้นคุณต้องขนกระเป๋าติดตัวขึ้นรถบัสไป หรือว่าต้องไปลงที่สถานีปลายทาง ที่ซึ่งท้องรถจะถูกเปิดให้คุณเอากระเป๋าได้

นอกจากรถบัสนี้ ยังมีขนส่งสาธารณะอีกวิธีหนึ่ง คือนั่งรถไฟใต้ดิน ราคาตั๋วก็ประมาณยี่สิบกว่าหยวน แต่โดยความเห็นส่วนตัวถ้าสัมภาระเยอะไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ เพราะการเข็นของขึ้นลงรถไฟไม่ใช่เรื่องสนุกเลย (เคยลองแล้ว)

สรุปก็คือเรานั่งรถบัสจากสนามบินไปลงที่ป้ายสุดท้าย中关村 ใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมงได้ (ก็ลองคิดดูว่าถ้านั่งแท็กซี่จะแพงแค่ไหน) แต่เนื่องจากว่าเราลงป้ายสุดท้าย เราเลยไม่ต้องกังวลว่าจะเลยป้าย ก็หลับไปเลยตลอดทางค่ะ เดี๋ยวสุดสถานี เขาก็ไล่เราลงรถเองนั่นแหละ

จากสถานี中关村 เราต่อแท็กซี่ไปที่โรงแรมที่เราโทรจองไว้ก่อนหน้านั้น ค่าแทกซี่สิบสี่หยวน

สรุปคือเราไปถึงที่พักราคาถูก แต่คุณภาพก็ถูกไปด้วยเหมือนกัน ในเวลาประมาณสี่โมงเย็น (เวลาไทย)

---ทิป---แนะนำให้ติดต่อถามที่ ม. ในกรณีที่มาถึงก่อนวันรายงานตัวแบบนี้ เพราะในม. อาจมีที่พักราคาถูกสำหรับให้พักชั่วคราวได้