Thursday, August 5, 2010

อีกประมาณ 3 อาทิตย์กว่าๆ จะไปจีนแล้ว ยังทำเงินไม่ได้เลย

ผู้เขียนเรียนป. ตรีปีนี้ ประมาณต้นเดือนมิถุนาก็สะสางงานที่ม. ทุกอย่างเสร็จแล้ว ถึงจะยังไม่ได้รับปริญญา แต่ก็ถือว่าจบแบบสมบูรณ์แบบแล้ว ตอนนี้อยู่บ้านเฉยๆ อ้างกับคนอื่น (ซึ่งชอบถามนักจังประเภทแบบเรียนจบแล้วใช่ไหม แล้วทำงานหรือยัง ทำงานอะไร ไม่รู้จะกดดันกันไปถึงไหน) ว่าตอนนี้รอเรียนต่อ ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ เห้อ แต่เอาจริงๆ แล้วอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ง่ายอย่างใจคิดเลย พอเรียนจบ ป. ตรีแล้ว มันก็เหมือนเป็นประเพณีว่าควรจะทำงานหาเงิน เลี้ยงตัวเองได้แล้วถึงจะถูก แต่เพราะผู้เขียนเองก็ขี้เกียจทำงานนอกบ้าน ยังไม่อยากเผชิญความจริง ก็เลยหาข้ออ้างนู่น ข้ออ้างนี้ไปเรื่อย ข้ออ้างที่พูดบ่อยที่สุดก็คือ มีเวลาว่างจริงๆ ก่อนไปเรียนต่อไม่ถึงสามเดือน ไปทำงานที่ไหนก็ไม่คุ้ม ไม่คุ้มค่าเดือนทางไปทำงาน ไม่คุ้มค่าที่พัก ไม่คุ้มค่าซื้อของหากต้องไปทำงานไกล แล้วก็ไม่รู้ว่าพวกบริษัทเขาต้องเซ็นสัญญาทำงานสามเดือนขึ้นเป็นอย่างน้อยหรือเปล่า สรุปสาวแม่น้ำทั่วประเทศมาเป็นข้ออ้างไม่ทำงาน แต่ถึงจะอย่างนั้นก็รู้สึกกดดันที่อยู่บ้านเฉยๆ อยู่ดี เพราะว่าผู้เขียนเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพี่สาว (มันอดเปรียบเทียบไม่ได้จริงๆ) ตอนนี้พี่สาวก็เรียนโทอยู่เหมือนกัน แต่พี่สาวเค้าทำงานทางอินเตอร์เน็ตไปด้วย ถึงพ่อแม่จะจ่ายค่าเทอมให้ แต่ค่ากินอยู่พี่สาวเค้าก็หาเองได้ พยายามปลอมใจตัวเองว่าช่างเถอะ ของเราไปทุนพ่อแม่ไม่ต้องจ่าย แต่--เห้อ--มาคำนวณดูสงสัยว่าเงินที่ได้จากทุนอาจจะไม่พอกิน คือโอเคมันอาจจะพอกิน แต่ไม่พอเที่ยว ไอ้เราก็ไม่กะไปแล้ววันๆ เอาแต่เรียนไม่ทำกิจกรรมอื่นด้วยเลยลำบากหน่อย เห้อ....ช่วงเกือบสามเดือนที่อยู่บ้านเฉยๆ นี้ก็เลยลองหาเงินจากอินเตอร์เน็ตดู--เห้อ--ไม่ง่ายเลยจริงๆ ใช้เครดิตพ่อลงทุนไปจะเป็นหมื่นแล้วได้เงินคืนมาแค่สิบแปดเหรียญเอง ไอ้งานที่พี่สาวทำอยู่ เราก็ไม่อยากทำเพราะไม่อยากไปแย่งงาน แย่งลูกค้าพี่สาว เห้อ---ยังไม่เจียมตัวอีก ตอนนี้ไม่กล้าใช้เครดิตพ่อแล้ว เลยใช้เงินตัวเองที่ได้จากการทำ ptc (paid to click) แทน ก็ได้ไม่เยอะหรอก แต่มันก็พอเป็นค่าลงโฆษณาสำหรับงานอื่นๆ ที่ทำทางอินเตอร์เน็ตบ้าง เอาเถอะ ถ้ามันจะหาเงินไม่ได้ (แถมเสียเงินอีกต่างหาก) ก็ช่างเถอะ ก็กะๆ ไว้ว่าถ้าไม่เกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ก็จะเกษียณตัวเองตอนอายุเจ็ดสิบ ยังมีเวลาอีกเกือบห้าสิบปี มีเวลาลองถูกลองผิดอีกเยอะ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องกดดัน ค่อยๆ ทำไปตามปัญญาที่มีเงินทุนจะพอกินไม่พอกิน เดี๋ยวอีกไม่นานก็จะรู้แล้ว อีกอย่าง ถ้ามันไม่พอจริงๆ ก็ตอกก้อนยโสบนไหล่ออก แล้วก็แบมือขอพ่อแม่ไปก่อน :)

Wednesday, July 28, 2010

การขอวีซ่านักเรียน

ประมาณเดือนกรกฎาได้รับจดหมายจาก ม. ที่จีน ข้างในซองมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้าเรียน ข้อมูลพื้นฐานของ ม. และที่สำคัญและเป็นจุดประสงค์หลักที่ ม. เค้าส่งมาคือ เขาส่งใบสมัครวีซ่ามาให้เรา วีซ่านักเรียนมีสองแบบคือ JW 201 กับ JW 202 แตกต่างกันตรงที่อันหนึ่งเป็น ม. ออกให้ อีกอันหนึ่งเป็นรัฐบาลออกให้ แต่คุณสมบัติของมันเหมือนกัน เมื่อได้รับใบสมัครวีซ่า ซึ่งมาพร้อมกับหนังสือตอบรับเข้าเรียน ม. ในจีนแห่งนั้นๆ แล้ว ก็นำเอกสารสองชิ้นนี้ บวกกับพาสพอร์ตไปขอวีซ่าได้เลยค่ะที่สถานทูต หรือกงสุลจีนก็ได้

Friday, July 23, 2010

การติดต่อมาจาก ม. ในจีน

จะรู้ได้อย่างไร เมื่อไหร่ ว่าได้ทุนแล้ว

มีสองกรณีค่ะ
กรณีแรกแบบผู้เขียนคือทาง ม. ติดต่อผ่านทางอีเมลล์มาเป็นระยะ
หลังจากวันรับสมัครทุนจบลงไป ก็ให้เวลาเขาประมาณเดือนถึงสองเดือนในการพิจารณา ดำเนินขั้นตอนแสนล้านของเขา แล้วทางม. จะเป็นฝ่ายติดต่อเราผ่านทางอีเมลล์ที่เราให้ไว้ในใบสมัคร บ้างก็จะได้เมลล์ติดต่อกลับว่าเอกสารของคุณผ่านแล้ว ตอนนี้รอการอนุมัติจากหน่วยงานกลางคือฮั่นป้าน แบบนี้คือแบบง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องลุ้นนาน ก็คือถ้าเป็นแบบนี้ก็แปลว่าได้แล้วนั่นแหละค่ะ หรือไม่ ม. เขาอาจจะขอให้เราไปทำแบบทดสอบ ข้อสอบ อะไรประมาณนั้นเพื่อดูคุณสมบัติของเราว่าเหมาะสมไหม บ้างก็อาจถูกเรียกไปสัมภาษณ์ ไปสอบที่จีนเลย บ้างก็แค่มอบหมายให้ ม. ที่ไทยทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติเราแทน อันนี้ก็ไม่ต้องกังวลมากค่ะ เพราะยังไงจะคนจีน คนไทยก็ไม่เคร่งครัดอะไรมากนัก ก็น่าจะให้ผ่านการทดสอบทุกคนอยู่แล้ว หลังจากนั้นถ้ามีอะไร ม. เขาก็จะติดต่อเรามาเป็นระยะๆ ไม่ต้องเครียด รอ แล้วก็ทำตามที่ ม. เขาบอกค่ะ
อีกแบบหนึ่ง ต้องลุ้นหนักหน่อย เพราะ ม. ไม่ได้ติดต่อมา จนทำให้บางคนเข้าใจว่าแห้วแล้วทุนนี้ แต่จริงๆ คือ ม. เขารอให้ส่วนกลางเป็นฝ่ายประกาศผลทางเว็บไซท์หน้าหลักก่อน แล้ว ม. เขาค่อยติดต่อเรา บอกเราว่าต้องทำอะไรบ้าง อะไรประมาณนั้น
สรุปคือแบบแรกรู้จาก ม. ก่อน แล้วแบบสองคือรู้จากส่วนกลางก่อน
ของบางคน แบบของเพื่อนผู้เขียน งงหน่อย เพราะตอนแรก ม. ม.หนึ่งติดต่อมาว่าเอกสารของคุณผ่านแล้ว เราจะรับคุณเข้าเรียนต่อที่นี่นะ แต่สุดท้ายพอสองสามเดือนให้หลังประกาศผลทุนจากส่วนกลางกลับบอกว่าได้อีก ม. หนึ่ง อะไรประมาณนี้ แต่แบบนี้ก็คือยึดผลจากส่วนกลาง

Thursday, July 22, 2010

การเลือก ม. และสาขาที่จะขอทุน

ต่อไปจะขอแนะนำเรื่องการเลือกมหาลัยและสาขาที่จะเรียนค่ะ
อย่างแรกต้องตอบให้ได้ก่อนว่าตัวเองอยากเรียนสาขาอะไร เพราะทุนพวกนี้ (ทุนที่สองและสาม) ให้เลือกได้มากกว่าหนึ่ง ม. ที่อยากเรียน แต่ว่าเราเลือกสาขาที่จะเรียนได้สาขาเดียว การเลือกสาขาก็ต้องคำนึงถึงหลายๆ อย่างค่ะ เช่นว่า ความชอบ ชอบและอยากเรียนรู้ด้านไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า แล้วด้านที่สนใจนั้นเราเคยเรียนมาก่อนไหม เรามีคุณสมบัติที่ดีพอที่จะเรียนด้านนั้นไหม อันนี้สำหรับคนที่จะไปเรียนต่อตรีไม่ค่อยมีปัญหาค่ะ ถ้าไม่ข้ามเส้นมากไปอย่างเรียนสายภาษามาจะไปต่อหมออ่ะนะ ก็แค่เลือกที่อยากจะเรียนมาก็พอ ส่วน ป. โท กับ ป. เอกนั้น แนะนำว่าสาขาที่จะเลือกนั้น นอกจากจะเป็นสิ่งที่เราสนใจแล้ว เรายังมีพื้นฐานความรู้ของสาขานั้นๆ ด้วย บางคนเรียนจีน แต่อยากไปต่อด้านรัฐศาสตร์ มันก็ไม่ใช่ว่าไม่มีหวังจะได้นะค่ะ ก็มีหวังอยู่ถ้าเราเลือก ม. ที่ต่ำๆ ห่างไกลความเจริญมากๆ แต่นั่น ก็ถือว่าความหวังยังริบหรี่อยู่ ก็แหม เรียนโท เอก มันเป็นการเรียนเจาะลึกจากความรู้เดิมที่มี ไม่ใช่มาเรียนเริ่มตั้งแต่ศูนย์นี่ค่ะ อีกอย่างเราขอทุนเขา มันมีการแข่งขันในการสมัคร ลองนึกดูว่าถ้าเราเป็นคนที่ต้องตัดสินใจเลือกนักเรียนกลุ่มหนึ่งเข้าเรียนในสาขาหนึ่งๆ เราจะเลือกใครระหว่างคนที่มีพื้นมาก่อน กับคนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับสาขาอะไรเลย นี่เป็นการเลือกสาขาเพื่อเอาใจทุน เพิ่มโอกาสในการได้ทุน และอีกอย่างเวลาเรียน (ซึ่งเรียนแบบทุนจะกดดันนิดๆ ตรงที่เราต้องเรียนให้ได้ตามเกณฑ์ที่เขากำหนด) จะได้ไม่หนักหนาสาหัสเกินไป แต่ก็นั้นแหละค่ะ ถ้าอยากลองเสี่ยง เลือกดูก็ไม่ผิดอะไร แต่ก็คงต้องเลือก ม. ที่ไม่สูงมากเกินไป จริงๆ แล้วโดยส่วนตัวก็อยากจะลองเบนสายการศึกษาไปทางอื่นเหมือนกัน แต่ต้องค่อยๆ เบน เบนทีเดียวเดี๋ยวหัก
อย่างที่บอกค่ะ ว่าเกณฑ์การรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนใน ม. จีนนั้นค่อนข้างให้สิทธิกับต่างชาติมากเป็นพิเศษ ผ่อนปรนเยอะ ความสามารถมีไม่มากไม่ว่ากัน ขอให้เป็นคนต่างชาติเถอะ ม. เขาสนับสนุนให้มาเรียนกับเขาเต็มทีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแนะนำแบบนี้ค่ะ google ดูว่า ม. ไหนในจีนดี ส่วนใหญ่ก็จะเป็นม. ในเมืองใหญ่แบบปักกิ่งกับเซี่ยงไฮ้นี่แหละค่ะ แล้วก็เอามาเทียบดูจากหน้าเว็บหลักที่แจ้งเรื่องทุนว่า ม. นั้นให้รองรับทุนที่กล่าวมาด้านบนหรือเปล่า ถ้ารองรับก็เลือกเลยค่ะ การเลือก ม. ในขั้นตอนการสมัครเราสามารถเลือกได้สองหรือสามที่ (ดูรายละเอียดทุนแต่ละประเภทอีกที) อันได้แรกก็เลือก ม. ดีๆ ดังๆ ที่เราอยากเรียนไปเลยค่ะ เสี่ยงดูสักที่ แล้วค่อยเก็บอันดับท้ายๆ ให้กับ ม. ที่ไม่มีชื่อมากนะ ที่สำคัญอีกอย่างคือต้องดู ม. นั้นๆ รองรับทุนสำหรับสาขาที่เราจะเรียนด้วยหรือเปล่า อันนี้ก็เข้าดูในหน้าเว็บหลักของเขา เขาจะบอกไว้ว่าเปิดรับสาขาไหนบ้าง
อีกแนวคิดหนึ่งที่อยากให้ลองพิจารณาประกอบด้วย ก็คือเข้าไปดูในเว็บม. นั้นๆ แล้วดูว่าสาขาที่เราสนใจเขาเปิดรับกันกี่คน ลองดูความน่าจะเป็นไปได้น่ะค่ะ ถ้าม. ไหนรับเยอะ โอกาสติดของเราก็เยอะไปด้วย

ทุนฮั่นป้าน (ทุนขงจื้อ)

มาถึงทุนที่สาม ทุนที่ผู้เขียนได้รับ ทุนฮั่นป้านหรือทุนขงจื้อ ทุนนี้เป็นทุนจากสถาบันฮั่นป้าน หรือสถาบันวิจัยขงจื้อกลางของจีน ที่เสนอทุนให้แก่ผู้ที่ศึกษาภาษาจีน หรือประสงค์จะศึกษาภาษาจีนโดยเฉพาะ ทุนนี้ก็มีทั้งที่ให้ไประยะสั้นคือไปเรียนวัฒนธรรม ภาษา หรืออะไรต่างๆ ช่วงหนึ่ง และแบบที่ให้ไปเรียนเอาวุฒิ ซึ่งดูเหมือนว่าหลักๆ มาเขาจะจำกัดให้เรียนเฉพาะด้าน汉语国际教育 (สำหรับ ป. โท) ก็คือเรียนด้านการสอนภาษาจีน กลับมาต้องมาสอนภาษาจีนอย่างน้อยสองปี ใครที่ไม่มีใจรักเป็นครูก็คงจะหวังพึ่งกับทุนนี้ลำบากหน่อย เพราะดูเหมือนเมื่อก่อนผู้สมัครทุนสามารถเลือกสาขาเรียนได้มากกว่านี้ แต่ก็ยังต้องเกี่ยวกับจีน เช่น ภาษาจีน วัฒนธรรมจีน วรรณคดีจีนอะไรประมาณนั้น แต่สำหรับครั้งที่ผ่านมาดูเหมือนจะถูกบังคับลงเรียนด้านการสอนภาษาจีนทุกคนหากต้องการเรียนต่อโท ก็ขอให้ในปีต่อไปผู้สมัครจะมีทางเลือกมากกว่าปีนี้ก็แล้วกัน
ทุนนี้ก็มีหลักการเหมือนกับทุนอื่นๆ ของจีน คือพิจารณาคุณสมบัติจากเอกสาร ใครประวัติดูดีก็มีโอกาสได้เยอะ แต่ทุนนี้ต่างจากทุนรัฐบาลตรงที่หากว่าต้องการเรียนเพื่อเอาวุฒิ (เรียนต่อตรี หรือโท) จะต้องมีผลการสอบเอชเอสเคสูงในระดับหนึ่ง ซึ่ง ม. ส่วนใหญ่ก็จะต้องเกณฑ์ไว้ที่ หก ขึ้นไปนี่แหละ
ทุนนี้เปิดรับสมัครช่วงไหน? อันนี้ต้องบอกว่าแรกๆ มันสับสนวุ่นวายอยู่เสียหน่อย เหมือนทุนรัฐบาลเลย หรือวันรับสมัครในเว็บ กับที่ ม. ที่ไทยเอามาประกาศไม่ตรงกัน คือตอนแรกที่ ม. เอามาประกาศเขาให้เราสมัครภายในต้นมกราคมอะไรประมาณนี้แหละ แล้วเพื่อนๆ ที่ม. ก็แตกตื่นกันไปหมด รีบทำเรื่องทุนส่ง ไอ้เราตอนแรกก็งงๆ ยังเถียงกับเพื่อนอยู่เลยว่าไม่ใช่ มันส่งได้ถึงปลายมีนา ก็เลยไม่รีบอะไร เพราะเราก็กะว่าถ้าส่งผ่าน ม. ไทยซึ่งก็คือผ่านศูนย์ขงจื้อใน ม. ไม่ทัน เราค่อยส่งเอง เพราะ (เราเป็นคนไม่เอาอ่าว) เชื่อข้อมูลบนเว็บฮั่นป้านที่บอกว่าส่งได้ถึงปลายมีนา (กะว่าค่อยๆ เขียนเรียงความไปเรื่อยๆ ไม่รีบอะไรประมาณนั้น) อีกอย่างก็ถ้าเว็บของฮั่นป้านผู้ให้ทุนบอกว่าอย่างนั้นเราก็จะต้องเชื่อแบบนั้นซิ
ขั้นตอนการสมัครของทุนนี้เหมือนกับทุนรัฐบาลคือเราต้องไปสมัครออนไลน์ผ่านเว็บ cis.chinese.cn สมัครเสร็จแล้วสำคัญมากค่ะ ต้องกด summit หรือส่งด้วย เพื่อนบางคนข้ามขั้นตอนนี้ไป ทั้งที่เป็นคนเรียนดี คุณสมบัติสวยมาก แต่ก็อดไปในที่สุด จากนั้นเมื่อกดส่งเสร็จ เราก็ต้องปรินท์ใบสมัครออกมา hit “print” ค่ะ ออกมาสองชุดตามที่เขากำหนด เซ็นชื่อ แล้วรวบรวมพร้อมกับเอกสารอื่นๆ นำส่งขงจื้อใน ม. เราได้เลยค่ะ ให้เขาจัดการต่อ ออ ในใบสมัครจะให้กรอกชื่อคนที่แนะนำกับเบอร์โทรคนที่แนะนำเราไปด้วยนะค่ะ ก็คือกรอกชื่อ อ. ทีเขาเขียนหนังสือแนะนำให้เราค่ะ ถ้าอยากแก้ไขข้อมูลก็คลิก modify ได้ แล้วแก้ไขข้อมูล ยังไม่พร้อม summit ก็ save ไว้ก่อนเฉย ก็ได้
จริงๆ แล้วก็สืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตสำคัญมากนะค่ะ บางทีอาจจะสำคัญยิ่งกว่าการไปเที่ยวสอบถาม อ. ที่ม.หรือโรงเรียนเราด้วยซ้ำ เพราะคนที่เขาส่งทุนนี้ไปก่อนหน้านั้นตามที่ อ. ที่ม. บอก สุดท้ายถูกเรียกตัวกลับมาแก้ไขข้อมูล วุ่นวายกันน่าดูเลยค่ะ ต้องทำการสมัครออนไลน์ก่อนนะ ต้องทำนู่นทำนี้ก่อน แล้วค่อยเอามาส่งใหม่อะไรประมาณนั้น คือจะว่าไปอาจเป็นเพราะระบบการสมัครออนไลน์เป็นระบบที่พึ่งใช้ปีนี้มั่งค่ะ พวก อ. เขาเลยไม่ค่อยจะรู้เรื่องกัน
สรุปพอเราเอาเอกสารไปฝากอ. ที่ขงจื้อส่ง อ. เขายังแบบ ไหนสมัครออนไลน์หรือยัง เราก็บอกว่าสมัครแล้ว ไหนลองเข้าไปในหน้าใบสมัครออนไลน์ให้ดูหน่อยซิ (ทำเสียงเหมือนว่าไม่เชื่อว่าเราสมัครออนไลน์ไปแล้วจริงๆ แต่ความจริงคือพี่แกอยากเห็นว่าหน้าตาใบสมัครออนไลน์เป็นแบบไหน คงกะเอาไว้บอกคนอื่นต่อ) เราก็เปิดให้ดู สรุปสุดท้ายกลายเป็นว่าเราเป็นคนแรกที่ยื่นทุนขงจื้อได้สำเร็จ

ทุนรัฐบาลจีน (政府奖学金)

สอง ทุนรัฐบาลจีน (政府奖学金) ทุนนี้ก็ตามชื่อมันเลยค่ะ คือเป็นทุนที่รัฐบาลจีนภายใต้การดูแลของกระทรวงการศึกษามอบให้แก่นักศึกษา ทุนรัฐบาลนี้ก็สามารถแบ่งย่อยได้อีกหลายทุนค่ะ เช่น ทุนรัฐบาลจีนที่ให้คนทุกประเทศไม่จำกัด ทุนรัฐบาลจีนที่ให้นักเรียนในกลุ่มอาเซียน ทุนรัฐบาลจีนที่ให้นักเรียนที่อยู่ในกลุ่มประเทศโอชิเนีย/อเมริกาเหนือ/ยุโรป ทุนรัฐบาลจีนปักกิ่ง ทุนรัฐบาลจีนกำแพงเมืองจีน และอีกหลายประเภทมากมาย ซึ่งในแต่ละปีจะไม่เหมือนกัน เข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.csc.edu.cnเพื่อดูข้อมูลล่าสุดได้ค่ะ นอกจากนี้ทุนรัฐบาลพวกนี้ก็ยังมีวิธีการรับสมัครหลายวิธีอีกค่ะ (เรียกว่าทุนนี้มันซับซ้อนมาก เล่นเอาผู้สมัครงงจนสมัครกันไม่ทันเลยทีเดียว) คือ หนึ่ง รับสมัครตรงกับ ม. คือจะมีบางมหาลัยที่เข้าเปิดรับสมัครทุนรัฐบาลโดยผ่านตัว ม. โดยตรง นั่นคือถ้าเราชอบใจ ม. ไหน ก็เข้าเว็บ ม. นั้นดู ถ้าม. เขาเปิดรับทุนนี้ เราก็กรอกใบสมัคร ซึ่งอาจจะต้องกรอกทั้งแบบออนไลน์ และปรินท์/เขียนใบสมัครส่งไปพร้อมกับเอกสารอื่นๆ อีก แล้วส่งจดหมายไปที่ ม. เขาโดยตรง ม. ที่เปิดรับตรงพวกนี้มักจะเปิดรับสมัครกันเร็วมากประมาณกันยา ตุลา พฤศจิกา ก็เริ่มสมัคร และมักจะหมดไปภายในเดือนธันวา เพราะฉะนั้นต้องหูตาไวกันหน่อยล่ะ สอง รับสมัครผ่านส่วนกลางหรือก็คือเอกสารการสมัครจะผ่านส่วนกลางก่อนนั่นก็คือกระทรวงการศึกษาของจีน แล้วส่วนกลางจะส่งใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัครอื่นๆ ไปให้ ม. ที่เราเลือกไว้ในใบสมัคร เพื่อให้ตัดสินใจว่าจะรับเราหรือไม่ การสมัครวิธีนี้บางปีเขาจะระบุให้ผู้สมัครต้องส่งเอกสารผ่านสถาณทูต/กงสุลของประเทศที่เราพำนัก คือไม่ให้ผู้สมัครส่งหาเขาโดยตรง ซึ่งข้อเสียก็อยู่ตรงที่ระบบข่าวสารเรื่องทุนยังไม่ได้เท่าไหร่ คือเช่นว่า ในเว็บไซท์ระบุให้สมัครในช่วงมกราคมถึงเมษายน แต่จริงๆ แล้วทางสถาณทูตที่ไทยยังไม่ทราบเรื่องทุน เคยโทรไปที่สถานทูตจีนในไทยประมาณเดือนมกรา กุมภา เขาบอกว่าเขาไม่เห็นรู้เรื่องทุนเลย ยังไม่มีเสียหน่อย พอถามว่าแล้วมันจะมีช่วงไหน เขาก็บอกว่าช่วงมีนา เมษา หรือไม่ก็พฤษภา เรียกว่าหาความแน่นอนไม่ได้เลยทีเดียว สาม สมัครผ่านมหาลัยในไทยที่เราเรียนอยู่นี่แหละค่ะ ซึ่งก็อีกนั่นแหละ หาความแน่นอนไม่ค่อยได้ เพราะบางที ม. เราเองเขาก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง แต่ที่ อ. เขาเคยมาประชาสัมพันธ์ เขาจะให้เราสมัครภายในสิ้นเดือนธันวา สรุปคือทุนนี้มันงงมากค่ะ ตัวเว็บ csc จะให้เราสมัครตั้งแต่เดือนมกรา ทางสถานฑูตจะให้สมัครเดือนมีนา ส่วน ม. ที่เราเรียนอยู่ปัจจุบันก็จะให้เราสมัครก่อนเดือนธันวา --- คือถ้าจะให้ดีถ้า ม. ที่เราอยากเรียนบังเอิญเปิดรับตรงก็ให้เราสมัครมันตามที่ ม. ประกาศค่ะ ไม่ต้องผ่านหลายหน่วยงานให้วุ่นวาย -- หรือในกลุ่มทุนรัฐบาลจะมีกลุ่มหนึ่งคือให้ทุนกับในเรียนในประเทศสมาชิกอาเซียน ก็ให้สมัครทุนนี้ก็ได้ค่ะ เป็นทุนรัฐบาลจีนเหมือนกัน แต่ให้โควต้ารับนักเรียนทุนไม่เยอะ เนื่องจากว่าสำนักงานเลขาอาเซียนอยู่ในไทย ทำให้คนไทยเราสมัครได้สะดวก แล้วสำนักงานเขาก็ทำงานดี มีระบบ ไม่งง และมีการประชาสัมพันธ์ที่ดีด้วย (จะว่าไปโอกาสของทุนรัฐบาลจีนก็คือการประชาสัมพันธ์ที่ไม่ดีนั่นแหละค่ะ ยิ่งประชาสัมพันธ์ไม่ดี คนเข้าถึงข่าวสารก็น้อย คู่แข่งเราก็น้อยไปด้วย)
เนื่องจากทุนรัฐบาลค่อนข้างจะงง ดังนั้นจะขอสรุปอีกทีนะค่ะ คือ ตั้งแต่เดินกันยาเป็นต้นมาให้เริ่มสืบค้นข้อมูลจากทางเว็บ ม. จีนที่อยากเรียน เว็บไซท์ของกระทรวงการศึกษา และสอบถาม ม. ในไทยที่เรากำลังเรียนอยู่ ถ้าเขาบอกให้เริ่มสมัครได้ ก็รีบสมัครเลยค่ะ เพราะถ้าข่าวที่ ม. ประกาศผิดพลาดยังไง เขาก็คงจะรับผิดชอบเราอยู่ (มั่ง)
ข้อดีของทุนนี้ค่ะ คือให้ทุนเยอะ และเปิดโอกาสให้กับคนที่ไม่มีความรู้ภาษาจีนมาก่อนด้วย บางหลักสูตรบางสาขาก็เปิดสอนเป็นภาษาอังกฤษ เอื้อประโยชน์ให้กับชาวต่างชาติเต็มที่ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังจะสอนเป็นภาษาจีนอยู่นั่นแหละนะ ถ้าผู้ได้รับทุนไม่มีพื้นฐานภาษาจีนมาก่อน เขาก็จะจัดคอร์สสอนภาษาจีนให้ และเมื่อจบคอร์สก็ต้องไปสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีนให้ผ่านตามที่เขากำหนด (ไม่ยากหรอกค่ะ) ถ้าผ่านก็ได้เรียนต่อในระดับการศึกษาที่เรายื่นไป ถ้าไปผ่าน ก็ตีตั๋วกลับบ้านได้เลยค่ะ ข้อดีอีกข้อของทุนนี้คือมีหลาย ม. เข้าร่วมโครงการนี้ ทำให้เรามีตัวเลือกเยอะ และเขาก็เสนอสาขาที่น่าสนใจ หลากหลายหลายๆ สาขาด้วย เรียกได้ว่ามากจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว

ทุนจาก ม. ในจีน

หนึ่ง ทุนของ ม. ต่างๆ หรือก็คือทุนที่ตัว ม. เองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เป็นผู้เสนอทุนให้กับนักเรียนโดยตรง ทุนประเภทนี้ก็มีทั้งที่ให้เต็ม คือจ่ายทุกอย่างตั้งแต่ค่าเรียน ค่ากิน และค่าที่พัก และประเภทที่ให้ทุนจำนวนหนึ่ง อาจจะให้เฉพาะค่าเรียน หรือค่าที่พัก หรือค่ากินรายเดือนเป็นอย่างๆ หรือสองอย่างเท่านั้น ทุนประเภทนี้มีเยอะค่ะ ผู้ที่สนใจแนะนำให้ขยันเข้าไปหาข้อมูลในเว็บไซท์ของ ม. ต่างๆ ที่ต้องการจะไปเรียน แนะนำว่าตั้งแต่ช่วงกันยายน (ก็คือช่วงที่ ม. ในจีนเปิด) ก็ให้เริ่มเข้าไปสืบค้นข้อมูลได้แล้วค่ะ เพราะหลายๆ ม. เปิดรับสมัครทุนไวมาก และก็หมดเขตเร็วด้วย ถ้าเข้าถึงข้อมูลช้า ก็อาจทำให้พลาดโอกาสได้ค่ะ

ทุนเรียนต่อประเทศจีน (ทุนจากจีน)

ทุนจากจีนไม่ว่าจะเป็นจากรัฐบาลหรือเอกชน มีทั้งที่ให้เรียนต่อในระดับปริญญาตรี/โท/เอก รวมทั้งทุนวิจัยระยะสั้น ทุนมาเยี่ยมชม (เหมือนพวกเอเอฟเอสน่ะค่ะ) และทุนเรียนภาษา และส่วนใหญ่แล้วไม่ต้องสอบคัดเลือกค่ะ คือยื่นเอกสาร ซึ่งก็อาจจะประกอบไปด้วย transcript, letter of recommendation จาก อ. ที่ ม. ส่วนใหญ่ใช้สองฉบับจากสองคนค่ะ จริงอยู่ที่เขาระบุว่าผู้ที่เขียนหนังสือนี้ให้เราจะต้องเป็นศาตราจารย์หรือ รองศาสตราจารย์ แต่เราเอาแค่ อ. ที่ ม. จะเป็นศาสตราจารย์หรือไม่เป็นก็ไม่เกี่ยง ได้ทั้งนั้น เพราะว่าทางจีนเขาไม่สนใจ หรืออาจจะไม่เสียเวลามาตรวจสอบว่าใครเป็นศาตราจารย์หรือใครไม่เป็น, นอกจากนี้เอกสารที่น่าจะต้องใช้ก็มีรายงานตรวจสุขภาพ, เรียงความเกี่ยวกับแผนการเรียนต่อที่จีน, ผลการสอบวัดระดับภาษาจีน หรืออังกฤษสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานภาษาจีน และเอกสารอื่นๆ ตามที่เขาเรียกร้อง ทางจีนซึ่งหลักๆ ผู้ที่คือตัวม. ที่เราต้องการจะไปเรียนจะตรวจเราสมบัติเราจากเอกสารพวกนี้แหละค่ะ เรียกว่าประวัติใครสวย บวกกับมีความสามารถในการโม้เรียงความให้ยาวและสวย ผสมกับความสามารถในการบรรยายแง่ดีของเราออกมาผ่านตัวอักษรของ อ. ที่เขียนจดหมายแนะนำให้เราดีมากเท่าไหร่ โอกาสได้ก็จะสูง และถ้าทาง ม. จีนสนใจตัวเราเขาก็จะติดต่อเราผ่านทางอีเมลที่เราแจ้งไว้ในใบสมัคร สำหรับบางม. เขาก็อาจจะเรียกคุณไปสอบข้อเขียน หรือไม่ก็สัมภาษณ์ที่จีน หรืออาจจะมอบอำนาจให้ตัวแทนที่ไทยทำหน้าที่นั้นให้ แต่ก็นั่นแหละค่ะ ถ้าเขาติดต่อคุณมาแบบนี้ ถึงจะให้ไปสอบเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยแต่ก็ให้วางใจได้ว่าก้าวไปจีนได้แปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้วล่ะค่ะ

Wednesday, July 21, 2010

การเรียนต่อที่ประเทศจีน

ประเทศจีนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่คนไทยเรานิยมไปเรียนกัน ไม่ว่าจะไปเรียนคอร์สภาษาสั้นๆ เพราะเห็นว่าภาษาจีนจะมีประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจกับตน หรือเรียนเอาวุฒิในระดับที่สูงขึ้นทั้งตรี โท หรือแม้แต่เอก ทั้งนี้การศึกษาประเทศจีนจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่ไม่เลวที่เดียวเมื่อเทียบกับมาตรฐานโลก มี ม. ดีๆ หลาย ม. ที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก เช่น ม. qinghua หรือ ม. ปักกิ่ง และ ม. ใหญ่ๆ อีกจำนวนหนึ่งในเมืองใหญ่ๆ ต่างๆ เรียกว่ามาตรฐานและผลงานการวิจัยสูงทีเดียว
การเรียนในประเทศจีนสำหรับชาวต่างชาตินั้นดีหลายอย่างค่ะ อย่างแรกเลยค่าครองชีพไม่สูงมากนัก และถึงจะเป็นเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง และเซียงไฮ่ที่ติดอันดับโลกว่าค่าครองชีพสูง แต่ถ้าเรารู้จักช่องทางนิดๆ หน่อยๆ เราก็อยู่อย่างประหยัดได้ ของดีข้อที่สองคือจริงอยู่ที่ ม. ดังๆ ดีๆ ในจีนสำหรับคนจีนด้วยกันแล้ว ถือว่าเข้ายาก และต้องมีการสอบแข่งขันกันสูงมาก แต่ดีอย่างหนึ่ง (เอะ ดีจริงหรือเปล่า) ที่ม. พวกนี้มักจะไม่เข้มงวดกับการคัดเลือกนักศึกษาเข้าเรียนมากนัก เกณฑ์การรับนักศึกษาเข้าเรียนจะไม่สูงเท่าไหร่ (ทำให้เด็กจีนบางส่วนโกงโดยการซื้อพาสพอร์ตหลอกว่าตัวเองไม่ใช่คนจีน เพื่อให้ได้เข้า ม. ที่ตัวเองฝันไว้) ถือว่าเป็นการให้โอกาสคนหัวไม่ดี ได้เรียนและได้รับการศึกษาดีๆ จาก ม. ดังๆ เป็นการสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติให้เข้ามาเรียนในประเทศจีนอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้ว หลายๆ ม. ในประเทศอื่นๆ ก็มีนโยบายแบบนี้เหมือนกัน ข้อดีอีกข้อที่สำคัญที่สุดคือเราสามารถหาทุนเรียนฟรีได้สบายๆ เลย และโดยไม่เกี่ยงว่าเราจะเป็นคนหัวดี หรือไม่ดี ถ้าเราขยันหาข่าวสารเรื่องทุนจาก ม. ต่างๆ ที่ให้กับชาวต่างชาติ ทุนจากรัฐบาล และทุนสำหรับผู้ที่มีความรู้ภาษาจีนของฮั่นป้าน (ทุนขงจื้อนั้นเอง) เราก็มีโอกาสได้ทุนเรียนฟรีแบบเต็มที่รวมทั้งค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่ากินรายเดือน หรือแม้กระทั่งค่าตั๋วเครื่องบินด้วย ทั้งนี้ในแต่ละปีจะมีการแจกทุนฟรีประเภทต่างๆ อย่างมหาศาลแบบที่ไม่มีประเทศไหนในโลกทำได้แบบนี้ ซึ่งนี่ก็คงเป็นผลพวงจากการที่จีนต้องการแผ่ขยายอำนาจรัฐไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก จะเห็นว่าจริงๆ แล้วจีนให้ทุนฟรีแก่ชาวต่างประเทศ เพื่อหวังผลระยะไกลที่ใหญ่กว่า แต่นักเรียนอย่างเราก็ไม่ต้องคิดมาก คิดลึกถึงขั้นนั้น แค่รู้ว่าให้ทุนฟรีๆ เรียนต่างแดน เราได้ทั้งความรู้เชิงวิชาการ และยังได้ประสบการณ์เชิงสังคม วัฒนธรรมอีก จบแล้วยังทำประโยชน์ให้ตัวเอง และทำประโยชน์ให้ชาติได้ด้วย เรียกว่าวิน-วินกันไป