Thursday, February 3, 2011

รายงานตัวเข้าเรียน

วันที่ 31 เป็นวันที่เค้านัดมารายงานตัว ที่ม. ปักกิ่ง เค้าให้นักศึกษาต่างชาติมารายงานตัวที่ตึก 勺园 เค้าปิดร้านอาหารร้านหนึ่งที่อยู่ในตึก เคลียร์พื้นที่ให้ว่าง แล้วเอาโต๊ะมาเรียงกันเป็นแถว เค้าจัดระบบค่อนข้างดี แบ่งนักเรียนที่เรียนระยะสั้น กับระยะยาวแยกจากกัน แยกนักเรียนที่เป็นนักเรียนทุน กับนักเรียนที่มาโดยกำลังทรัพย์ตัวเองแยกอีกแถว เพื่อความสะดวก

แถวแรกที่ผู้เขียนต้องเข้าไปต่อคิวก็คือแถวนักศึกษาทุนเพื่อไปรายงานตัวว่าเรามาแล้ว จากนั้นเค้าก็จะไล่เราไปแถวตรวจรายงานสุขภาพ (อันนี้ต้องเตือนให้คนที่จะมาเรียนต่อที่จีนทราบ คือรายงานตรวจสุขภาพของเรามีอายุเพียงหกเดือน ดังนั้น ก่อนจะออกนอกประเทศไทย แนะนำว่าให้ไปตรวจสุขภาพไว้ก่อน ตรวจสอบว่ารายงานตรวจสุขภาพไม่หมดอายุ) ของผู้เรียนรายงานตรวจสุขภาพบูด (หมดอายุแล้ว) ไปสองสามวัน ผู้เขียนเลยต้องถูกไล่ไปตรวจสุขภาพใหม่ ซึ่งต้องจ่ายค่าตรวจเอง ประมาณสี่ร้อยหยวน แต่ก็สะดวกดี เพราะทางม. เค้านัดคนที่จะตรวจสุขภาพให้ไปตรวจพร้อมกันที่ศูนย์ตรวจสุขภาพสำหรับนักเดินทางชาวต่างชาติ มีรถไปรับไปส่งอย่างดี

หากรายงานตรวจสุขภาพของใครผ่าน คือไม่หมดอายุ และมีตราประทับโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานถูกต้อง เค้าก็จะจัดการทำวีซ่า เพื่อให้เราอยู่ต่อได้อีกหนึ่งปีที่จีน อันนี้ต้องเสียค่านายหน้าหกสิบหยวน แล้วก็ค่าวีซ่าแยกอีกที เรื่องวีซ่าไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะม. เค้าจะแจ้งเราเกี่ยวกับรายละเอียด แจกเอกาสารที่ให้ข้อมูลเรา เราก็แค่ทำตามที่เค้าบอกก็พอ

หลังจากนั้นก็ต้องไปทำประกัน เป็นกฎบังคับว่านักศึกษาต่างชาติต้องซื้อประกัน แต่เผอิญว่าผู้เขียนเป็นนักเรียนทุนที่รวมค่าประกัน ผู้เขียนเลยไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าคุณไม่ใช่ ต้องซื้อประกัน ก็ไม่ใช้ปัญหา เพราะในวันรายงานตัว จะมีตัวแทนขายประกัน มาขายประกันให้เราอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ในวันรายงานตัวก็จะเป็นวันที่เราสามารถเข้าพักหอพักนักศึกษาได้ ก็คือไปรายงานตัวกับส่วนนั้น เขาก็จะจัดห้องพักให้ หรือถ้าไม่อยากพักที่พักในม. จะไปหาที่พักข้างนอกเองก็ได้ แต่ต้องไปลงทะเบียนอย่างเป็นทางการอะไรให้เรียบร้อย เพราะต้องใช้เอกสารประกอบที่พำนักตอนที่จะทำวีซ่าอยู่ต่อด้วย

จุดๆ หนึ่งที่สำคัญก็คือจุดชำระค่าเรียน ใครใช้ทุน พก. ก็ต้องชำระเงินในวันนี้ให้เรียบร้อย ใครที่เป็นนักเรียนทุน ก็จะได้รับเงินในวันนี้ สำหรับม. ปักกิ่ง เดือนแรกเค้าให้เงินกินเรามาเป็นก้อนก่อน แล้วเค้าก็จัดการเปิดบัญชีธนาคารให้เรา ดังนั้นเราต้องเตรียมสำเนาพาสปอร์ตไว้ให้เรียบร้อย แต่จริงๆ แล้วจะให้ดีเอกสารอะไรที่สำคัญๆ ก็ควรจะถ่ายสำเนาเก็บเผื่อไว้ก่อน เพราะเราไม่รู้ว่า ม. แต่ละม. เค้าต้องการอะไรแบบไหนบ้าง ส่วนของเพื่อนผู้เขียนที่จะเรียนต่อที่ 人大 จะต้องเปิดบัญชีธนาคาร ม. ไม่มีบริการเปิดบัญชีให้

--สรุป จริงๆ แล้วในวันรายงานตัว หรือช่วยแรกๆ ของการมา เราจะรู้สึกงง วุ่นๆ แต่เราก็ทำตามขั้นตอนที่เค้าบอกเรามา ไม่รู้ ไม่เข้าใจก็ถามลูกเดียว พวกคนจีนถึงแม้เค้าจะรำคาญเวลาเราถาม แต่ยังไง เค้าก็ไม่ใจร้ายถึงกับไม่ช่วยเราเลยหรอก

การมาถึงประเทศจีน

เป็นความผิดพลาดอย่างยิ่งที่ไม่ได้หาข้อมูลมาก่อนว่าจะพักที่ไหนเมื่อมาถึงจีนแล้ว

ผู้เขียนถึงจีนในวันที่ 29 แต่จะต้องมารายงานตัวกับ ม. ในวันที่ 31 ดังนั้นช่วงเวลาก่อนหน้านี้ก็จะต้องจัดการตัวเอง เนื่องจากครั้งก่อนที่ผู้เขียนมาจีน ผู้เขียนได้วางแผนมาเป็นอย่างดีว่าจะไปที่ไหน พักที่ไหน กินอะไร แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่สามารถดำเนินการตามแผนด้วยเหตุผลและปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ดังนั้นในการมาครั้งนี้ผู้เขียนกับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่มาด้วยกัน (เพื่อนคนนี้จะไปเรียนที่ 人大) จึงวางแผนกันว่าจะไม่วางแผนอะไรล่วงหน้า

เรานั่ง air china ออกจากไทยมาเวลาประมาณตีหนึ่ง และมาถึงจีนประมาณหกโมง (เวลาไทย) สรุปเรานั่งกันประมาณห้าชั่วโมง พอมาถึงสนามบิน เราก็ต้องมานั่งปรับนาฬิกาให้เร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง เนื่องจากจีนเวลาเร็วกว่าไทยไปหนึ่งชั่วโมง

นั่งรอรับกระเป๋าที่มาตามสายพาน ก็กินเวลาไปแล้วอีกหนึ่งชั่วโมง

หลังจากนั้นก็นั่งพักเหนื่อย นั่งคิดว่าจะทำอะไรกันต่ออีก เวลาก็หายไปอีก

หลังจากนั้นก็ออกไปหาใช้เน็ตฟรีในสนามบิน เพราะว่าต้องหาข้อมูลที่พัก โรงแรมที่ใกล้ๆ กับเขต ม. เรา

หลังจากนั้นก็กินข้าวในสนาบินกินอีก

หลังจากนั้นก็ซื้อซิมมือถือจีนในสนามบินอีก

หลังจากนั้นก็โทรถามที่พักตามเบอร์ที่ขึ้นในเว็บว่ามีที่พักราคาถูก ที่คนต่างชาติสามารถอยู่ได้ไหม

แล้วสุดท้ายก็มีที่ที่หนึ่งที่เราตกลงจะเอากัน และเราก็ได้เวลาออกจากสนามบิน ซึ่งนั้นก็เป็นเวลาประมาณบ่ายโมง (เวลาไทย ก็นับดูแล้วกันว่าเราอยู่กันในสนามบินนานแค่ไหน นานจนเจ้าหน้าที่เขาทักอ่ะ กลัวว่าเราจะมาก่อการร้ายกันมั่ง)

จากสนามบิน เรานั่งรถบัสไปลงสถานี 中关村 รถบัสจากสนามบินประเภทนี้ มีทั้งที่ไปต่างจังหวัด และที่ไปในเมือง ถ้าเป็นรถบัสที่วิ่งในเมือง中关村ก็คือสถานีปลายทางของรถบัสมัน ซื้อตั๋วก่อนขึ้นรถได้จากทางออก สนามบิน ราคาตั๋วสิบหกหยวนสำหรับรถที่วิ่งในเมือง ก็ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับการนั่งแท็กซี่ ซึ่งแพงมาก เพราะว่าระยะทางจากสนามบินไปในเมืองไกลมาก การนั่งรถบัสประเภทนี้ ใต้ท้องรถมีที่เก็บกระเป๋าสัมภาระ แต่ว่าท้องรถจะไม่เปิดให้สถานีที่เป็นทางผ่าน คือรถจะจอดอยู่ห้าหกสถานีก่อนจะไปจอดสนิทที่สถานี 中关村 ถ้าคุณเห็นว่าสถานีอื่นใกล้กับปลายทางคุณก็ลงสถานีนั้นได้ แต่ว่าท้องรถจะไม่เปิดให้คุณเอากระเป๋า ดังนั้นคุณต้องขนกระเป๋าติดตัวขึ้นรถบัสไป หรือว่าต้องไปลงที่สถานีปลายทาง ที่ซึ่งท้องรถจะถูกเปิดให้คุณเอากระเป๋าได้

นอกจากรถบัสนี้ ยังมีขนส่งสาธารณะอีกวิธีหนึ่ง คือนั่งรถไฟใต้ดิน ราคาตั๋วก็ประมาณยี่สิบกว่าหยวน แต่โดยความเห็นส่วนตัวถ้าสัมภาระเยอะไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ เพราะการเข็นของขึ้นลงรถไฟไม่ใช่เรื่องสนุกเลย (เคยลองแล้ว)

สรุปก็คือเรานั่งรถบัสจากสนามบินไปลงที่ป้ายสุดท้าย中关村 ใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมงได้ (ก็ลองคิดดูว่าถ้านั่งแท็กซี่จะแพงแค่ไหน) แต่เนื่องจากว่าเราลงป้ายสุดท้าย เราเลยไม่ต้องกังวลว่าจะเลยป้าย ก็หลับไปเลยตลอดทางค่ะ เดี๋ยวสุดสถานี เขาก็ไล่เราลงรถเองนั่นแหละ

จากสถานี中关村 เราต่อแท็กซี่ไปที่โรงแรมที่เราโทรจองไว้ก่อนหน้านั้น ค่าแทกซี่สิบสี่หยวน

สรุปคือเราไปถึงที่พักราคาถูก แต่คุณภาพก็ถูกไปด้วยเหมือนกัน ในเวลาประมาณสี่โมงเย็น (เวลาไทย)

---ทิป---แนะนำให้ติดต่อถามที่ ม. ในกรณีที่มาถึงก่อนวันรายงานตัวแบบนี้ เพราะในม. อาจมีที่พักราคาถูกสำหรับให้พักชั่วคราวได้

Thursday, August 5, 2010

อีกประมาณ 3 อาทิตย์กว่าๆ จะไปจีนแล้ว ยังทำเงินไม่ได้เลย

ผู้เขียนเรียนป. ตรีปีนี้ ประมาณต้นเดือนมิถุนาก็สะสางงานที่ม. ทุกอย่างเสร็จแล้ว ถึงจะยังไม่ได้รับปริญญา แต่ก็ถือว่าจบแบบสมบูรณ์แบบแล้ว ตอนนี้อยู่บ้านเฉยๆ อ้างกับคนอื่น (ซึ่งชอบถามนักจังประเภทแบบเรียนจบแล้วใช่ไหม แล้วทำงานหรือยัง ทำงานอะไร ไม่รู้จะกดดันกันไปถึงไหน) ว่าตอนนี้รอเรียนต่อ ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ เห้อ แต่เอาจริงๆ แล้วอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ง่ายอย่างใจคิดเลย พอเรียนจบ ป. ตรีแล้ว มันก็เหมือนเป็นประเพณีว่าควรจะทำงานหาเงิน เลี้ยงตัวเองได้แล้วถึงจะถูก แต่เพราะผู้เขียนเองก็ขี้เกียจทำงานนอกบ้าน ยังไม่อยากเผชิญความจริง ก็เลยหาข้ออ้างนู่น ข้ออ้างนี้ไปเรื่อย ข้ออ้างที่พูดบ่อยที่สุดก็คือ มีเวลาว่างจริงๆ ก่อนไปเรียนต่อไม่ถึงสามเดือน ไปทำงานที่ไหนก็ไม่คุ้ม ไม่คุ้มค่าเดือนทางไปทำงาน ไม่คุ้มค่าที่พัก ไม่คุ้มค่าซื้อของหากต้องไปทำงานไกล แล้วก็ไม่รู้ว่าพวกบริษัทเขาต้องเซ็นสัญญาทำงานสามเดือนขึ้นเป็นอย่างน้อยหรือเปล่า สรุปสาวแม่น้ำทั่วประเทศมาเป็นข้ออ้างไม่ทำงาน แต่ถึงจะอย่างนั้นก็รู้สึกกดดันที่อยู่บ้านเฉยๆ อยู่ดี เพราะว่าผู้เขียนเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพี่สาว (มันอดเปรียบเทียบไม่ได้จริงๆ) ตอนนี้พี่สาวก็เรียนโทอยู่เหมือนกัน แต่พี่สาวเค้าทำงานทางอินเตอร์เน็ตไปด้วย ถึงพ่อแม่จะจ่ายค่าเทอมให้ แต่ค่ากินอยู่พี่สาวเค้าก็หาเองได้ พยายามปลอมใจตัวเองว่าช่างเถอะ ของเราไปทุนพ่อแม่ไม่ต้องจ่าย แต่--เห้อ--มาคำนวณดูสงสัยว่าเงินที่ได้จากทุนอาจจะไม่พอกิน คือโอเคมันอาจจะพอกิน แต่ไม่พอเที่ยว ไอ้เราก็ไม่กะไปแล้ววันๆ เอาแต่เรียนไม่ทำกิจกรรมอื่นด้วยเลยลำบากหน่อย เห้อ....ช่วงเกือบสามเดือนที่อยู่บ้านเฉยๆ นี้ก็เลยลองหาเงินจากอินเตอร์เน็ตดู--เห้อ--ไม่ง่ายเลยจริงๆ ใช้เครดิตพ่อลงทุนไปจะเป็นหมื่นแล้วได้เงินคืนมาแค่สิบแปดเหรียญเอง ไอ้งานที่พี่สาวทำอยู่ เราก็ไม่อยากทำเพราะไม่อยากไปแย่งงาน แย่งลูกค้าพี่สาว เห้อ---ยังไม่เจียมตัวอีก ตอนนี้ไม่กล้าใช้เครดิตพ่อแล้ว เลยใช้เงินตัวเองที่ได้จากการทำ ptc (paid to click) แทน ก็ได้ไม่เยอะหรอก แต่มันก็พอเป็นค่าลงโฆษณาสำหรับงานอื่นๆ ที่ทำทางอินเตอร์เน็ตบ้าง เอาเถอะ ถ้ามันจะหาเงินไม่ได้ (แถมเสียเงินอีกต่างหาก) ก็ช่างเถอะ ก็กะๆ ไว้ว่าถ้าไม่เกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ก็จะเกษียณตัวเองตอนอายุเจ็ดสิบ ยังมีเวลาอีกเกือบห้าสิบปี มีเวลาลองถูกลองผิดอีกเยอะ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องกดดัน ค่อยๆ ทำไปตามปัญญาที่มีเงินทุนจะพอกินไม่พอกิน เดี๋ยวอีกไม่นานก็จะรู้แล้ว อีกอย่าง ถ้ามันไม่พอจริงๆ ก็ตอกก้อนยโสบนไหล่ออก แล้วก็แบมือขอพ่อแม่ไปก่อน :)

Wednesday, July 28, 2010

การขอวีซ่านักเรียน

ประมาณเดือนกรกฎาได้รับจดหมายจาก ม. ที่จีน ข้างในซองมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้าเรียน ข้อมูลพื้นฐานของ ม. และที่สำคัญและเป็นจุดประสงค์หลักที่ ม. เค้าส่งมาคือ เขาส่งใบสมัครวีซ่ามาให้เรา วีซ่านักเรียนมีสองแบบคือ JW 201 กับ JW 202 แตกต่างกันตรงที่อันหนึ่งเป็น ม. ออกให้ อีกอันหนึ่งเป็นรัฐบาลออกให้ แต่คุณสมบัติของมันเหมือนกัน เมื่อได้รับใบสมัครวีซ่า ซึ่งมาพร้อมกับหนังสือตอบรับเข้าเรียน ม. ในจีนแห่งนั้นๆ แล้ว ก็นำเอกสารสองชิ้นนี้ บวกกับพาสพอร์ตไปขอวีซ่าได้เลยค่ะที่สถานทูต หรือกงสุลจีนก็ได้

Friday, July 23, 2010

การติดต่อมาจาก ม. ในจีน

จะรู้ได้อย่างไร เมื่อไหร่ ว่าได้ทุนแล้ว

มีสองกรณีค่ะ
กรณีแรกแบบผู้เขียนคือทาง ม. ติดต่อผ่านทางอีเมลล์มาเป็นระยะ
หลังจากวันรับสมัครทุนจบลงไป ก็ให้เวลาเขาประมาณเดือนถึงสองเดือนในการพิจารณา ดำเนินขั้นตอนแสนล้านของเขา แล้วทางม. จะเป็นฝ่ายติดต่อเราผ่านทางอีเมลล์ที่เราให้ไว้ในใบสมัคร บ้างก็จะได้เมลล์ติดต่อกลับว่าเอกสารของคุณผ่านแล้ว ตอนนี้รอการอนุมัติจากหน่วยงานกลางคือฮั่นป้าน แบบนี้คือแบบง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องลุ้นนาน ก็คือถ้าเป็นแบบนี้ก็แปลว่าได้แล้วนั่นแหละค่ะ หรือไม่ ม. เขาอาจจะขอให้เราไปทำแบบทดสอบ ข้อสอบ อะไรประมาณนั้นเพื่อดูคุณสมบัติของเราว่าเหมาะสมไหม บ้างก็อาจถูกเรียกไปสัมภาษณ์ ไปสอบที่จีนเลย บ้างก็แค่มอบหมายให้ ม. ที่ไทยทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติเราแทน อันนี้ก็ไม่ต้องกังวลมากค่ะ เพราะยังไงจะคนจีน คนไทยก็ไม่เคร่งครัดอะไรมากนัก ก็น่าจะให้ผ่านการทดสอบทุกคนอยู่แล้ว หลังจากนั้นถ้ามีอะไร ม. เขาก็จะติดต่อเรามาเป็นระยะๆ ไม่ต้องเครียด รอ แล้วก็ทำตามที่ ม. เขาบอกค่ะ
อีกแบบหนึ่ง ต้องลุ้นหนักหน่อย เพราะ ม. ไม่ได้ติดต่อมา จนทำให้บางคนเข้าใจว่าแห้วแล้วทุนนี้ แต่จริงๆ คือ ม. เขารอให้ส่วนกลางเป็นฝ่ายประกาศผลทางเว็บไซท์หน้าหลักก่อน แล้ว ม. เขาค่อยติดต่อเรา บอกเราว่าต้องทำอะไรบ้าง อะไรประมาณนั้น
สรุปคือแบบแรกรู้จาก ม. ก่อน แล้วแบบสองคือรู้จากส่วนกลางก่อน
ของบางคน แบบของเพื่อนผู้เขียน งงหน่อย เพราะตอนแรก ม. ม.หนึ่งติดต่อมาว่าเอกสารของคุณผ่านแล้ว เราจะรับคุณเข้าเรียนต่อที่นี่นะ แต่สุดท้ายพอสองสามเดือนให้หลังประกาศผลทุนจากส่วนกลางกลับบอกว่าได้อีก ม. หนึ่ง อะไรประมาณนี้ แต่แบบนี้ก็คือยึดผลจากส่วนกลาง

Thursday, July 22, 2010

การเลือก ม. และสาขาที่จะขอทุน

ต่อไปจะขอแนะนำเรื่องการเลือกมหาลัยและสาขาที่จะเรียนค่ะ
อย่างแรกต้องตอบให้ได้ก่อนว่าตัวเองอยากเรียนสาขาอะไร เพราะทุนพวกนี้ (ทุนที่สองและสาม) ให้เลือกได้มากกว่าหนึ่ง ม. ที่อยากเรียน แต่ว่าเราเลือกสาขาที่จะเรียนได้สาขาเดียว การเลือกสาขาก็ต้องคำนึงถึงหลายๆ อย่างค่ะ เช่นว่า ความชอบ ชอบและอยากเรียนรู้ด้านไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า แล้วด้านที่สนใจนั้นเราเคยเรียนมาก่อนไหม เรามีคุณสมบัติที่ดีพอที่จะเรียนด้านนั้นไหม อันนี้สำหรับคนที่จะไปเรียนต่อตรีไม่ค่อยมีปัญหาค่ะ ถ้าไม่ข้ามเส้นมากไปอย่างเรียนสายภาษามาจะไปต่อหมออ่ะนะ ก็แค่เลือกที่อยากจะเรียนมาก็พอ ส่วน ป. โท กับ ป. เอกนั้น แนะนำว่าสาขาที่จะเลือกนั้น นอกจากจะเป็นสิ่งที่เราสนใจแล้ว เรายังมีพื้นฐานความรู้ของสาขานั้นๆ ด้วย บางคนเรียนจีน แต่อยากไปต่อด้านรัฐศาสตร์ มันก็ไม่ใช่ว่าไม่มีหวังจะได้นะค่ะ ก็มีหวังอยู่ถ้าเราเลือก ม. ที่ต่ำๆ ห่างไกลความเจริญมากๆ แต่นั่น ก็ถือว่าความหวังยังริบหรี่อยู่ ก็แหม เรียนโท เอก มันเป็นการเรียนเจาะลึกจากความรู้เดิมที่มี ไม่ใช่มาเรียนเริ่มตั้งแต่ศูนย์นี่ค่ะ อีกอย่างเราขอทุนเขา มันมีการแข่งขันในการสมัคร ลองนึกดูว่าถ้าเราเป็นคนที่ต้องตัดสินใจเลือกนักเรียนกลุ่มหนึ่งเข้าเรียนในสาขาหนึ่งๆ เราจะเลือกใครระหว่างคนที่มีพื้นมาก่อน กับคนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับสาขาอะไรเลย นี่เป็นการเลือกสาขาเพื่อเอาใจทุน เพิ่มโอกาสในการได้ทุน และอีกอย่างเวลาเรียน (ซึ่งเรียนแบบทุนจะกดดันนิดๆ ตรงที่เราต้องเรียนให้ได้ตามเกณฑ์ที่เขากำหนด) จะได้ไม่หนักหนาสาหัสเกินไป แต่ก็นั้นแหละค่ะ ถ้าอยากลองเสี่ยง เลือกดูก็ไม่ผิดอะไร แต่ก็คงต้องเลือก ม. ที่ไม่สูงมากเกินไป จริงๆ แล้วโดยส่วนตัวก็อยากจะลองเบนสายการศึกษาไปทางอื่นเหมือนกัน แต่ต้องค่อยๆ เบน เบนทีเดียวเดี๋ยวหัก
อย่างที่บอกค่ะ ว่าเกณฑ์การรับนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนใน ม. จีนนั้นค่อนข้างให้สิทธิกับต่างชาติมากเป็นพิเศษ ผ่อนปรนเยอะ ความสามารถมีไม่มากไม่ว่ากัน ขอให้เป็นคนต่างชาติเถอะ ม. เขาสนับสนุนให้มาเรียนกับเขาเต็มทีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแนะนำแบบนี้ค่ะ google ดูว่า ม. ไหนในจีนดี ส่วนใหญ่ก็จะเป็นม. ในเมืองใหญ่แบบปักกิ่งกับเซี่ยงไฮ้นี่แหละค่ะ แล้วก็เอามาเทียบดูจากหน้าเว็บหลักที่แจ้งเรื่องทุนว่า ม. นั้นให้รองรับทุนที่กล่าวมาด้านบนหรือเปล่า ถ้ารองรับก็เลือกเลยค่ะ การเลือก ม. ในขั้นตอนการสมัครเราสามารถเลือกได้สองหรือสามที่ (ดูรายละเอียดทุนแต่ละประเภทอีกที) อันได้แรกก็เลือก ม. ดีๆ ดังๆ ที่เราอยากเรียนไปเลยค่ะ เสี่ยงดูสักที่ แล้วค่อยเก็บอันดับท้ายๆ ให้กับ ม. ที่ไม่มีชื่อมากนะ ที่สำคัญอีกอย่างคือต้องดู ม. นั้นๆ รองรับทุนสำหรับสาขาที่เราจะเรียนด้วยหรือเปล่า อันนี้ก็เข้าดูในหน้าเว็บหลักของเขา เขาจะบอกไว้ว่าเปิดรับสาขาไหนบ้าง
อีกแนวคิดหนึ่งที่อยากให้ลองพิจารณาประกอบด้วย ก็คือเข้าไปดูในเว็บม. นั้นๆ แล้วดูว่าสาขาที่เราสนใจเขาเปิดรับกันกี่คน ลองดูความน่าจะเป็นไปได้น่ะค่ะ ถ้าม. ไหนรับเยอะ โอกาสติดของเราก็เยอะไปด้วย

ทุนฮั่นป้าน (ทุนขงจื้อ)

มาถึงทุนที่สาม ทุนที่ผู้เขียนได้รับ ทุนฮั่นป้านหรือทุนขงจื้อ ทุนนี้เป็นทุนจากสถาบันฮั่นป้าน หรือสถาบันวิจัยขงจื้อกลางของจีน ที่เสนอทุนให้แก่ผู้ที่ศึกษาภาษาจีน หรือประสงค์จะศึกษาภาษาจีนโดยเฉพาะ ทุนนี้ก็มีทั้งที่ให้ไประยะสั้นคือไปเรียนวัฒนธรรม ภาษา หรืออะไรต่างๆ ช่วงหนึ่ง และแบบที่ให้ไปเรียนเอาวุฒิ ซึ่งดูเหมือนว่าหลักๆ มาเขาจะจำกัดให้เรียนเฉพาะด้าน汉语国际教育 (สำหรับ ป. โท) ก็คือเรียนด้านการสอนภาษาจีน กลับมาต้องมาสอนภาษาจีนอย่างน้อยสองปี ใครที่ไม่มีใจรักเป็นครูก็คงจะหวังพึ่งกับทุนนี้ลำบากหน่อย เพราะดูเหมือนเมื่อก่อนผู้สมัครทุนสามารถเลือกสาขาเรียนได้มากกว่านี้ แต่ก็ยังต้องเกี่ยวกับจีน เช่น ภาษาจีน วัฒนธรรมจีน วรรณคดีจีนอะไรประมาณนั้น แต่สำหรับครั้งที่ผ่านมาดูเหมือนจะถูกบังคับลงเรียนด้านการสอนภาษาจีนทุกคนหากต้องการเรียนต่อโท ก็ขอให้ในปีต่อไปผู้สมัครจะมีทางเลือกมากกว่าปีนี้ก็แล้วกัน
ทุนนี้ก็มีหลักการเหมือนกับทุนอื่นๆ ของจีน คือพิจารณาคุณสมบัติจากเอกสาร ใครประวัติดูดีก็มีโอกาสได้เยอะ แต่ทุนนี้ต่างจากทุนรัฐบาลตรงที่หากว่าต้องการเรียนเพื่อเอาวุฒิ (เรียนต่อตรี หรือโท) จะต้องมีผลการสอบเอชเอสเคสูงในระดับหนึ่ง ซึ่ง ม. ส่วนใหญ่ก็จะต้องเกณฑ์ไว้ที่ หก ขึ้นไปนี่แหละ
ทุนนี้เปิดรับสมัครช่วงไหน? อันนี้ต้องบอกว่าแรกๆ มันสับสนวุ่นวายอยู่เสียหน่อย เหมือนทุนรัฐบาลเลย หรือวันรับสมัครในเว็บ กับที่ ม. ที่ไทยเอามาประกาศไม่ตรงกัน คือตอนแรกที่ ม. เอามาประกาศเขาให้เราสมัครภายในต้นมกราคมอะไรประมาณนี้แหละ แล้วเพื่อนๆ ที่ม. ก็แตกตื่นกันไปหมด รีบทำเรื่องทุนส่ง ไอ้เราตอนแรกก็งงๆ ยังเถียงกับเพื่อนอยู่เลยว่าไม่ใช่ มันส่งได้ถึงปลายมีนา ก็เลยไม่รีบอะไร เพราะเราก็กะว่าถ้าส่งผ่าน ม. ไทยซึ่งก็คือผ่านศูนย์ขงจื้อใน ม. ไม่ทัน เราค่อยส่งเอง เพราะ (เราเป็นคนไม่เอาอ่าว) เชื่อข้อมูลบนเว็บฮั่นป้านที่บอกว่าส่งได้ถึงปลายมีนา (กะว่าค่อยๆ เขียนเรียงความไปเรื่อยๆ ไม่รีบอะไรประมาณนั้น) อีกอย่างก็ถ้าเว็บของฮั่นป้านผู้ให้ทุนบอกว่าอย่างนั้นเราก็จะต้องเชื่อแบบนั้นซิ
ขั้นตอนการสมัครของทุนนี้เหมือนกับทุนรัฐบาลคือเราต้องไปสมัครออนไลน์ผ่านเว็บ cis.chinese.cn สมัครเสร็จแล้วสำคัญมากค่ะ ต้องกด summit หรือส่งด้วย เพื่อนบางคนข้ามขั้นตอนนี้ไป ทั้งที่เป็นคนเรียนดี คุณสมบัติสวยมาก แต่ก็อดไปในที่สุด จากนั้นเมื่อกดส่งเสร็จ เราก็ต้องปรินท์ใบสมัครออกมา hit “print” ค่ะ ออกมาสองชุดตามที่เขากำหนด เซ็นชื่อ แล้วรวบรวมพร้อมกับเอกสารอื่นๆ นำส่งขงจื้อใน ม. เราได้เลยค่ะ ให้เขาจัดการต่อ ออ ในใบสมัครจะให้กรอกชื่อคนที่แนะนำกับเบอร์โทรคนที่แนะนำเราไปด้วยนะค่ะ ก็คือกรอกชื่อ อ. ทีเขาเขียนหนังสือแนะนำให้เราค่ะ ถ้าอยากแก้ไขข้อมูลก็คลิก modify ได้ แล้วแก้ไขข้อมูล ยังไม่พร้อม summit ก็ save ไว้ก่อนเฉย ก็ได้
จริงๆ แล้วก็สืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตสำคัญมากนะค่ะ บางทีอาจจะสำคัญยิ่งกว่าการไปเที่ยวสอบถาม อ. ที่ม.หรือโรงเรียนเราด้วยซ้ำ เพราะคนที่เขาส่งทุนนี้ไปก่อนหน้านั้นตามที่ อ. ที่ม. บอก สุดท้ายถูกเรียกตัวกลับมาแก้ไขข้อมูล วุ่นวายกันน่าดูเลยค่ะ ต้องทำการสมัครออนไลน์ก่อนนะ ต้องทำนู่นทำนี้ก่อน แล้วค่อยเอามาส่งใหม่อะไรประมาณนั้น คือจะว่าไปอาจเป็นเพราะระบบการสมัครออนไลน์เป็นระบบที่พึ่งใช้ปีนี้มั่งค่ะ พวก อ. เขาเลยไม่ค่อยจะรู้เรื่องกัน
สรุปพอเราเอาเอกสารไปฝากอ. ที่ขงจื้อส่ง อ. เขายังแบบ ไหนสมัครออนไลน์หรือยัง เราก็บอกว่าสมัครแล้ว ไหนลองเข้าไปในหน้าใบสมัครออนไลน์ให้ดูหน่อยซิ (ทำเสียงเหมือนว่าไม่เชื่อว่าเราสมัครออนไลน์ไปแล้วจริงๆ แต่ความจริงคือพี่แกอยากเห็นว่าหน้าตาใบสมัครออนไลน์เป็นแบบไหน คงกะเอาไว้บอกคนอื่นต่อ) เราก็เปิดให้ดู สรุปสุดท้ายกลายเป็นว่าเราเป็นคนแรกที่ยื่นทุนขงจื้อได้สำเร็จ